คู่มือเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาของ Google ตอนที่ 2

แท็กของชื่อหน้าเว็บเป็นสิ่งที่บ่งบอกผู้ใช้และเครื่องมือค้นหาว่าหน้าเว็บนั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องอะไร แท็ก <title> ควรอยู่ภายในแท็ก <head> ของเอกสาร HTML โดยหลักการ คุณควรตั้งชื่อหน้าเว็บแต่ละหน้า ในเว็บไซต์ให้แตกต่างกัน


ชื่อของหน้าแรกของไซต์การ์ดเบสบอลของเรานั้นประกอบด้วยรายชื่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องและหัวข้อสำคัญ 3 หัวข้อ

หากเว็บไซต์ของคุณปรากฏในหน้าผลการค้นหา โดยปกติแล้ว เนื้อหาของแท็กชื่อจะปรากฏในบรรทัดแรกสุด ของผลการค้นหา (หากคุณไม่คุ้นเคยกับส่วนประกอบต่างๆ ในผลการค้นหาของ Google คุณอาจต้องการศึกษาจากวิดีโอ ส่วนประกอบของผลการค้นหา โดย Matt Cutts ซึ่งเป็นวิศวกรของ Google และแผนผังของหน้าเว็บแสดงผลการค้นหาของ Google ที่มีประโยชน์) คำต่างๆ ในชื่อเรื่องจะแสดงเป็นตัวหนา หากมีคำเหล่านี้ปรากฏอยู่ในค้นหาของผู้ใช้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้จำแนกได้ว่าหน้าเว็บนั้นเกี่ยวข้องการค้นหาหรือไม่

คุณสามารถใส่ชื่อเว็บไซต์/ธุรกิจไว้ในชื่อของหน้าแรกของคุณได้ รวมทั้งข้อมูลที่สำคัญๆ เช่นสถานที่ตั้งของธุรกิจ หรือสิ่งที่มุ่งเน้นเป็นหลักหรือบริการของธุรกิจนั้นๆ

search-engine-003.jpg
ผู้ใช้พิมพ์ข้อความค้นหา [baseball cards]

search-engine-004.jpg
หน้าแรกของเราจะแสดงผลการค้นหา พร้อมชื่อซึ่งปรากฏในบรรทัดแรกสุด (โปรดสังเกตว่า ที่ผู้ใช้ระบุแสดงผลเป็นตัวหนา)

search-engine-005.jpg
เมื่อผู้ใช้คลิกที่ผลการค้นหาที่ต้องการและเข้าชมหน้าเว็บนั้น ชื่อของหน้าเว็บนั้นจะปรากฏ ที่ด้านบนสุดของเบราว์เซอร์

ชื่อของหน้าเว็บอื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไปในเว็บไซต์ของคุณควรบอกถึงใจความสำคัญของหน้าเว็บนั้นอย่างถูกต้อง ซึ่งอาจมีข้อมูลชื่อไซต์หรือชื่อธุรกิจรวมไว้อยู่ด้วย

search-engine-005-1.jpg
ผู้ใช้พิมพ์ข้อความค้นหา [rarest baseball cards]

search-engine-006.jpg
หน้าเว็บที่เกี่ยวข้องที่อยู่ลึกลงไป (ในเว็บไซต์ของเรา ที่มีชื่อเฉพาะซึ่งบ่งบอกถึงเนื้อหาในหน้าเว็บ) จะปรากฏเป็นผลการค้นหา


เนื้อหาจาก : googlewebmastercentral.blogspot.com

คู่มือเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาของ Google ตอนที่ 1

ยินดีต้อนรับสู่คู่มือสำหรับผู้เริ่มต้นใช้โปรแกรมเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหาของ การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหานั้นมักจะหมายถึงการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ กับส่วนต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณ หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่าง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อรวมเข้ากับการเพิ่มประสิทธิภาพอื่นๆ แล้ว จะมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ ที่มีต่อไซต์ของคุณ รวมทั้งการแสดงผลการค้นหาปกติ คุณอาจคุ้นเคยกับหลายๆ หัวข้อในคู่มือนี้อยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกเว็บเพจ แต่คุณอาจยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

เดิมทีแล้ว คู่มือฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ของ Google แต่เราเห็นว่าเนื้อหาในคู่มือนี้น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อเว็บมาสเตอร์ผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา และต้องการพัฒนาการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้ และเครื่องมือค้นหา แม้ว่าคู่มือนี้จะไม่เผยความลับใดๆ เพื่อให้ไซต์ของคุณรั้งตำแหน่งอันดับหนึ่งเมื่อมีการค้นหาด้วย Google (เสียใจด้วย!) แต่หากปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดที่กำหนดไว้ด้านล่างนี้ เครื่องมือค้นหาจะสามารถทำการรวบรวมข้อมูลและ จัดทำดัชนีเนื้อหาไซต์ของคุณได้ง่ายยิ่งขึ้น

การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหานั้นมักจะหมายถึงการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ กับส่วนต่างๆ ในเว็บไซต์ของคุณ หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงแต่ละอย่าง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อรวมเข้ากับการเพิ่มประสิทธิภาพอื่นๆ แล้ว จะมีผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนต่อประสบการณ์ของผู้ใช้ ที่มีต่อไซต์ของคุณ รวมทั้งการแสดงผลการค้นหาปกติ คุณอาจคุ้นเคยกับหลายๆ หัวข้อในคู่มือนี้อยู่แล้ว เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของทุกเว็บเพจ แต่คุณอาจยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า

การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหานั้นมีผลเฉพาะกับผลการค้นหาแบบปกติเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงผลการค้นหาที่มีการชำระเงินหรือ “ที่มีผู้สนับสนุน” เช่น Google AdWords

แม้ว่าชื่อคู่มือนี้จะมีคำว่า “เครื่องมือค้นหา” แต่เราอยากให้คุณตัดสินใจเพิ่มประสิทธิภาพโดยพิจารณาจาก ประโยชน์สูงสุดของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเป็นสำคัญ เพราะพวกเขาคือผู้บริโภคเนื้อหาคนสำคัญ และค้นหา ผลงานของคุณด้วยเครื่องมือค้นหานี้ การมุ่งเน้นไปที่การปรับแต่งเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อผลักอันดับในการแสดงผล การค้นหาแบบปกติจากเครื่องมือค้นหานั้นอาจไม่ใช่ผลการค้นหาที่ผู้ใช้ต้องการ การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา คือการสร้างความโดดเด่นให้กับเว็บไซต์ของคุณเมื่อเว็บไซต์ของคุณปรากฏในเครื่องมือการค้นหา
ตัวอย่างอาจช่วยอธิบายได้ดีกว่า ดังนั้นเราจึงได้สมมติเว็บไซต์ขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวอย่างสำหรับคู่มือนี้ สำหรับแต่ละหัวข้อ เราได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่ละเอียดเพียงพอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจถึงประเด็นต่างๆ ภายในหัวข้อนั้น นี่คือข้อมูลเบื้องต้นสำหรับเว็บไซต์ที่เราจะใช้ประกอบคำอธิบาย:
• ชื่อเว็บไซต์/ชื่อทางธุรกิจ: “Brandon’s Baseball Cards”
• ชื่อโดเมน: brandonsbaseballcards.com
• เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง: การขาย แนวทางการตั้งราคา บทความ และข่าวเกี่ยวกับการ์ดเบสบอล ทางออนไลน์เท่านั้น
• ขนาด: เล็ก ประมาณ 250 หน้า
ไซต์ของคุณอาจมีขนาดเล็กหรือใหญ่ว่าไซต์ตัวอย่างนี้ และนำเสนอข้อมูลอื่นที่มีเนื้อหาครอบคลุมมากกว่า แต่รายละเอียดเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพที่เราได้อธิบายไว้ด้านล่างนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเว็บไซต์ทุกขนาดและทุกประเภท

เนื้อหาจาก : googlewebmastercentral.blogspot.com


SQL คืออะไร

เอสคิวแอล (SQL)

เอสคิวแอล (SQL) คือ ภาษาสอบถามข้อมูล หรือภาษาจัดการข้อมูลอย่างมีโครงสร้าง มีการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมฐานข้อมูลที่รองรับมากมาย เพราะจัดการข้อมูลได้ง่าย เช่น MySQL, MsSQL, PostgreSQL หรือ MS Access เป็นต้น สำหรับโปรแกรมฐานข้อมูลที่ได้รับความนิยมคือ MySQL เป็น Open Source ที่ใช้งานได้ทั้งใน Linux และ Windows

SQL เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม เพื่อจัดการกับฐานข้อมูลโดยเฉพาะ เราสามารถแบ่งการทำงานได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

1. Select query ใช้สำหรับดึงข้อมูลที่ต้องการ
2. Update query ใช้สำหรับแก้ไขข้อมูล
3. Insert query ใช้สำหรับการเพิ่มข้อมูล
4. Delete query ใช้สำหรับลบข้อมูลออกไป

Select query

ใช้ในการดึงข้อมูลในฐานข้อมูล จะมีการค้นหารายการจากตารางในฐานข้อมูล ตั้งแต่หนึ่งตารางขึ้นไป ตามเงื่อนไขที่สั่ง ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเซตของข้อมูลที่สามารถสร้าง เป็นตารางใหม่ หรือใช้แสดงออกมาทางจอภาพเท่านั้น โดยมีรูปแบบดังนี้
Select รายละเอียดที่เลือก From ตารางแหล่งที่มา Where กำหนดเงื่อนไขฐานข้อมูลที่เลือก Group by ชื่อคอลัมน์

ตัวอย่างการใช้งาน

1. Select fmane,lname From stdinfo
หมายถึง ให้แสดงเฉพาะคอลัมน์ fname คือ ชื่อ และคอลัมน์ lname คือ นามสกุล จากตาราง stdinfo

2. Select fname,lname From stdinfo Where programe=”สังคมศึกษา”
หมายถึง ให้แสดงชื่อ และนามสกุลจากตาราง stdinfo ซึ่งมีโปรแกรมวิชาเป็นสังคมศึกษา

3. Select fname From stdinfo Where fname Like ‘ส%’
หมายถึง ให้เลือกรายชื่อ นักศึกษาที่มีอักษรนำหน้าเป็น “ส” ขึ้นมาแสดงทั้งหมด

4. Select id,fname,lname From stdinfo Where id=”001” AND id=”005”
หมายถึง ให้แสดง รหัสประจำตัวนักศึกษา ,ชื่อ และ นามสกุล ที่มีรหัสเป็น 001 และ 005

ข้อสังเกต

1. ประโยคย่อย WHERE เราสามารถระบุเงื่อนไขได้โดยใช้โอเดปอร์เรเตอร์ ทั้วไป เช่น NOT < > = กรณีที่คอลัมน์เป็นตัวเลข เราก็สามารถระบุเงื่อนไขที่เป็นการคำนวนได้เช่น +,-,*,/

2. คำว่า Like ใช้กับค่าในคอลัมน์ประเภทตัวอักษรว่าตรงกับประโยคที่ต้องการหรือไม่ เราสามารถใช้เครื่องหมาย widecard เช่น *,??,% ในประโยคได้ ตามตัวอย่างข้างต้น
3. ในการคำนวนนั้นมีฟังก์ชัน COUNT,SUM,AVG.MIN,MAX ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้ เช่น
Select Count(id) From stdinfo
หมายถึง ให้แสดงจำนวนรายการทั้งหมดในตาราง
4. ในกรณีที่ตารางสองตารางมีความสัมพันธ์กัน เราก็สามารถดูข้อมูลทั้งสองตารางพร้อมกันได้ เช่น ตารางที่ 1 ข้อมูลนักศึกษาชื่อ stdinfo
กำหนดให้มีคอลัมน์รหัสประจำตัว (id) ,ชื่อ (fname), นามสกุล (lname)
ตารางที่ 2 ขอมูลเกี่ยวกับวิชาที่เรียน ชื่อ substd
กำหนดให้มีคอลัมน์ชื่อวิชา (subject), รหัสประจำตัวอ้างอิง (rid) ,อาจารย์ผู้สอน (teacher)
เราต้องการดูข้อมูลรหัสประจำตัว ชื่อ นามสกุล และชื่อวิชาที่เรียน เราจะใช้คำสั่งดังนี้
Select stdinfo.id, stdinfo.fname,stdinfo.lname,substd.subject From stdinfo,substd Where stdinfo.id=substd.rid

Update query

ใช้สำหรับการแก้ไขข้อมูลในตาราง โดยแก้ในคอลัมน์ที่มีค่าตรงตามเงื่อนไข มีรูปแบบดังนี้
Update ชื่อตาราง Set [ชื่อคอลัมน์=ค่าที่จะใส่เข้าไปในคอลัมน์นั้น ๆ ] Where เงื่อนไข
เช่น จากตารางแสดงรายชื่อนักศึกษากรณีที่นักศึกษาชื่อ สมบัติ มักน้อย ย้ายโปรแกรมวิชา จาก สังคมศึกษา ไปเป็นภาษาไทย เราใช้คำสั่งดังนี้
Select stdinfo Set programe=’ภาษาไทย’ Where Fname=’สมบัติ’ and Lname=’มักน้อย’

Insert query

ใช้ในการเพิ่มเติมข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปในฐานข้อมูล มีรูปแบบดังนี้
Insert Into ชื่อตาราง [=ชื่อคอลัมน์1,2..] Values [ค่าที่จะใส่ลงในคอลัมน์ 1,2…]
เช่น ต้องการเพิ่มรายชื่อนักศึกษา ที่มีรหัสประจำตัวเป็น 007 ชื่อ กมลวรรณ ศิริกุล โปรแกรมวิชา วิทยาศาสตร์ เราสามารถใช้คำสั่งดังนี้
Insert into stdinfo (id,fname,lname,programe) Values (‘007’,’กมลวรรณ’,’ศิริกุล’,’ วิทยาศาสตร์’)

Delete query

ใช้ลบข้อมูลออกจากตาราง มีรูปแบบดังนี้
Delete From ชื่อตาราง Where เงื่อนไข
เช่น ต้องการลบรหัสประจำตัวนักศึกษา 005 ออกจากฐานข้อมูล เราใช้คำสั่งดังนี้
Delete From stdinfo Where id=’005’

MySQL (มายเอสคิวแอล)

MySQL (มายเอสคิวแอล) เป็นระบบจัดการฐานข้อมูลโดยใช้ภาษา SQL. แม้ว่า MySQL เป็นซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส แต่แตกต่างจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สทั่วไป โดยมีการพัฒนาภายใต้บริษัท MySQL AB ในประเทศสวีเดน โดยจัดการ MySQL ทั้งในแบบที่ให้ใช้ฟรี และแบบที่ใช้ในเชิงธุรกิจ

MySQL สร้างขึ้นโดยชาวสวีเดน 2 คน และชาวฟินแลนด์ ชื่อ David Axmark, Allan Larsson และ Michael “Monty” Widenius.

ปัจจุบันบริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems, Inc.) เข้าซื้อกิจการของ MySQL AB เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นผลิตภัณฑ์ภายใต้ MySQL AB ทั้งหมดจะตกเป็นของซัน

ชื่อ “MySQL” อ่านออกเสียงว่า “มายเอสคิวเอล” หรือ “มายเอสคิวแอล” (ในการอ่านอักษร L ในภาษาไทย) ซึ่งทางซอฟต์แวร์ไม่ได้อ่าน มายซีเควล หรือ มายซีควล เหมือนกับซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลตัวอื่น

การใช้งาน

MySQL เป็นที่นิยมใช้กันมากสำหรับฐานข้อมูลสำหรับเว็บไซต์ เช่น มีเดียวิกิ และ phpBB และนิยมใช้งานร่วมกับภาษาโปรแกรม PHP ซึ่งมักจะได้ชื่อว่าเป็นคู่ จะเห็นได้จากคู่มือคอมพิวเตอร์ต่างๆ ที่จะสอนการใช้งาน MySQL และ PHP ควบคู่กันไป นอกจากนี้ หลายภาษาโปรแกรมที่สามารถทำงานร่วมกับฐานข้อมูล MySQL ซึ่งรวมถึง ภาษาซี ซีพลัสพลัส ปาสคาล ซีชาร์ป ภาษาจาวา ภาษาเพิร์ล พีเอชพี ไพทอน รูบี และภาษาอื่น ใช้งานผ่าน API สำหรับโปรแกรมที่ติดต่อผ่าน ODBC หรือ ส่วนเชื่อมต่อกับภาษาอื่น (database connector) เช่น เอเอสพี สามารถเรียกใช้ MySQL ผ่านทาง MyODBC,ADO,ADO.NET เป็นต้น

SEO ( search engine optimization )

SEO ( search engine optimization ) คือ การเพิ่มประสิทธิภาพการค้าหา เป็นการจัดทำ ปรับปรุง หรือปรับแต่งหน้าเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหาของเสิร์ชเอนจิน ในลักษณะธรรมชาติ (เรียกศัพท์เฉพาะว่า “ออร์แกนิก”) ซึ่งผ่านทางเป้าหมายของคำค้นหาที่ต้องการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดผ่านระบบค้นหา หรือ SEM ( search Engine Marketing )

เอสอีโอเป็นการเลือกทางเลือกที่ดีที่สุดในเสิร์จเอนจิน คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่าง ๆ เพื่อให้ติดอันดับต้น ๆ ของเว็บเสิร์ชเอนจิน ด้วยคำสำคัญโดยเน้นให้ผลของคำค้นปรากฏอยู่ในส่วนของ Natural Search Result (Organic Search Result) หรือในส่วนของผลลัพธ์ทางด้านซ้ายมือของเว็บเสิร์ชเอนจิน เวลาที่คนเข้ามาค้นหาในเว็บเสิร์ชเอนจิน เช่นที่ Google (กูเกิล)  Yahoo (ยาฮู)  MSN (เอ็มเอสเอ็น) Bing (บิง) ด้วยคำสำคัญที่ต้องการค้นหาแล้ว จะปรากฏลิงก์ของเว็บไซต์ของเราเพื่อทำให้ติดอันดับต้น ๆ ในหน้าผลการค้นหา ซึ่งการทำ SEO นั้นจะประกอบไปด้วย การปรับปรุง-เพิ่มคำสำคัญ (คีย์เวิร์ด) ในหน้าเว็บไซต์ การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้มีขนาดเล็ก การใช้ meta tag และวิธีอื่น ๆ ควบคู่กันไป

เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO นั้นก็เหมือนช่องทางหนึ่งในการทำการตลาด โดยการทำความเข้าใจว่าอัลกอริทึมของเสิร์ชเอนจินนั้นทำงานอย่างไร และ คำ ๆ ไหนที่ผู้เยี่ยมชมมีความต้องการที่จะค้นหา เพื่อช่วยเลือกเว็บเพจที่ตอบสนองความต้องการและความสนใจของผู้ทำการค้นหา

การสร้างเว็บเพจโดยการใช้เทคนิค SEO นั้นก็ไม่ได้หมายถึงการสร้างเนื้อหาที่เป็นที่ชื่นชอบต่อเสิร์ชเอนจินเพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่คำนึงถึงผู้เยี่ยมชม ซึ่งวิธีการทำ SEO นั้นอาจจะมีการเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโค๊ดของเว็บไซต์, การนำเสนอ, โครงสร้างของเว็บไซต์ และสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของการทำ SEO ก็คือเนื้อหาที่มีประโยชน์ และจะต้องเป็นเนื้อหาต้นฉบับ

ความหมายของ css (Cascading Style Sheets)

แคสเคดดิงสไตล์ชีตส์ (อังกฤษ: Cascading Style Sheets: CSS) เป็นภาษาสไตล์ชีตใช้ในการจัดรูปแบบของเอกสารที่เขียนในภาษามาร์กอัป CSS เป็นภาษาที่สำคัญตัวหนึ่งในการเขียนเว็บเพจ ซึ่งเขียนในภาษา HTML และ XHTML แต่ก็ยังสามารถประยุกต์ใช้กับใน XML ซึ่งรวมถึง SVG และ XUL ด้วย มาตรฐาน CSS นั้น สร้างโดยกลุ่ม World Wide Web Consortium (W3C)

ตัวอย่าง CSS

 p {
font-family: "Garamond", serif;
}

h2 {
font-size: 110%;
color: red;
background: white;
}

.note {
color: red;
background: yellow;
font-weight: bold;
}

p#paragraph1 {
margin: 0;
}

a:hover {
text-decoration: none;
}

#news p {
color: blue;
}